เอเชีย อนาคตโลก ?

เอเชีย อนาคตโลก ? : ตั้งวงคุยกับสุทธิชัย (6 ก.ย. 62)



ไทยกับ ‘ศตวรรษของเอเชีย’ ตามแนวคิด ‘บูรพาภิวัตน์’



      เมื่อวานผมเขียนเท้าความถึงหลักคิดเรื่อง “บูรพาภิวัตน์” ที่ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เคยนำเสนอเป็นหนังสือมาหลายปีก่อน
                วันนี้นักเขียนและนักวิชาการฝรั่งเริ่มจะเห็นคล้อยตามด้วยหนังสือในหัวข้อนี้หลายเรื่อง
                ผมขออนุญาตนำเอาข้อเขียนอีกบางตอนที่ ดร.เอนกเคยวิเคราะห์เอาไว้อย่างน่าสนใจครับว่า
                สอง สหรัฐเริ่มจะปรับสมดุลด้านการต่างประเทศ (ที่เรียกว่า Rebalancing หรือ Pivoting to Asia ) ทุ่มเทความสนใจและถ่ายโอนน้ำหนักมายังเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียตะวันออก เอเชียอาคเนย์ และเอเชียใต้มากขึ้น (คำว่า Pivoting to Asia เป็นของอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา พอทรัมป์ขึ้นมาก็เปลี่ยนเป็น Peace Through Strength for Indo-Pacific)
                จากเดิมที่สหรัฐได้ให้ความสำคัญและไปวุ่นวายกับสงครามตะวันออกกลาง การล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน การสิ้นสุดของสงครามเย็น เหตุการณ์ 9/11 ที่ไม่คาดฝัน เข้าสู่สงครามอ่าวสงครามอัฟกานิสถาน และสงครามอิรัก และสุดท้ายขณะนี้ยังมี ISIS และโอกาสที่จะไถลเข้าสู่อีกสองสงคราม หนึ่งในยูเครนและสองในซีเรีย
                สหรัฐอเมริกาขณะนี้พยายามจะกลับมาสู่เอเชีย ที่จริงสหรัฐ "ทิ้ง" ไทยและเอเชียอาคเนย์ไปหลังจาก "พ่ายแพ้" ในสงครามเวียดนาม แต่จะต้องกลับมาเพื่อถ่วงดุลอำนาจกับจีน จีนเติบโตขึ้นทุกวันในแบบ "ก้าวกระโดด" จนขนาดของเศรษฐกิจนั้นใหญ่เป็นรองแต่สหรัฐเท่านั้นเอง เราจะต้องรักษาดุลในความสัมพันธ์ของเรากับจีนและสหรัฐให้ดี
                สาม เกิดข้อขัดแย้งในทะเลจีนใต้ ไทยอาจเป็นตัวกลางได้หรือเป็นแค่รักษาความเป็นกลางให้ได้    
                จีนมีข้อพิพาทเกี่ยวกับพื้นที่ทางทะเล หมู่เกาะต่างๆ ในทะเลจีนใต้หลายจุด กับไต้หวัน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย เป็นต้น จีนได้พยายามให้อาเซียน โดยเฉพาะไทย กัมพูชา และลาววางตัวเป็นกลาง เพื่อให้เกิดการเจรจาทวิภาคีกับประเทศคู่ขัดแย้งโดยตรงเท่านั้น ด้านสหรัฐอเมริกาก็พยายามใช้เวียดนามและฟิลิปปินส์มาคานอำนาจจีนในเอเชียอาคเนย์
                ส่วนไทยนั้นอยู่ตรงกลาง...ระหว่างจีนกับอาเซียน และจีนกับอเมริกา
                ข้อสังเกตคือ ตอนสหรัฐแบ่งโลกกับโซเวียตนั้น เรียกว่า เป็นศัตรูกันเลย เป็นสงครามเย็นเต็มรูปแบบ แต่สหรัฐกับจีนนั้นเวลานี้ก็ยังค้าขายกันอยู่ ลงทุนกันอยู่ มหาศาลเสียด้วย ยังคงสัมพันธ์กันอยู่ แต่ก็แข่งขันกันรุนแรง ต่อสู้ผ่านการแผ่อิทธิพลเหนือประเทศในเอเชียเราด้วย ฉะนั้นก็อย่ารีบตื่นตระหนกว่าจะมีสงครามหรือความขัดแย้งทางการทหารอย่างหนักระหว่างจีนกับอเมริกา และเราจะตกอยู่ในวังวนความขัดแย้งที่แก้ไขไม่ได้เลยของสองมหาอำนาจโลก
                สี่ เวลานี้ เกิดกระแส "บูรพาภิวัตน์" ขึ้นมา คู่กันไปกับ "โลกาภิวัตน์" หรือพูดอีกอย่างว่า "โลกาภิวัตน์" นั้นทำท่าจะไม่เหมือนเดิม แต่จะเป็น "บูรพาภิวัตน์" ไปด้วย เอเชียและซีกตะวันออกของโลก มีเค้าที่จะเป็น "อนาคต" ของโลกมากขึ้น คงไม่ถึงขั้น "แทนที่" ตะวันตกเสียสิ้นเชิง แต่น่าจะเคียงบ่าเคียงไหล่กับตะวันตกได้
                "บูรพาภิวัตน์" พูดอีกอย่างก็คือจีนกับอินเดียจะผงาดขึ้น คือเอเชียกำลังจะรวยขึ้น ซึ่งทั้งจีนและอินเดียนั้นใกล้ไทยทั้งคู่ อินเดียนั้นใกล้ไทยในทางทะเล แต่จีนใกล้กับไทยทางบกด้วย คือใกล้ชายแดนทางเหนือของเรา
                นักท่องเที่ยวจากมาเลเซียตอนนี้มี 3 ล้าน แต่นักท่องเที่ยวจากจีนมีถึง 10 ล้านคน ไปไหนก็จะเจอแต่พี่น้องจีนมาเที่ยว นักท่องเที่ยวจีนเป็นนักจ่ายเงินตัวยง คนจีนสนใจเครื่องสำอางของ 2 ชาติ คือ ของเกาหลีและไทย ประชากรหญิงจีนมี 700 ล้านคน คนจีนอยากสวยอยากงามมากขึ้นเรื่อยๆ สักแค่สิบเปอร์เซ็นต์ของสตรีจีนใช้ ย่อมจะต้องหมายถึง โอกาสทองทางธุรกิจของเครื่องสำอางไทยแน่นอน
                แล้วประเทศไทย... เรามีอะไร?
                หนึ่ง เราเป็นประเทศที่รวยทรัพยากร ไม่ได้มีแค่ข้าวหรือยางพารา วารสารระดับโลก "เนชั่นแนลจีโอกราฟิก" บอกว่า ป่าประเทศไทยเป็นป่าชั้นดี ไม่แพ้ป่าอเมซอน มีพื้นที่สงวนชีวมณฑลถึง 4 แห่ง มีป่าชายเลนที่ดีที่สุดในโลกที่ระนอง มีห้วยขาแข้ง-ทุ่งใหญ่นเรศวรเป็นป่าที่มีสัตว์อุดมสมบูรณ์อันดับต้นๆ ของโลก สัตว์เดินข้ามประเทศมาจากจีน พม่า ลาว เขมร อินเดีย ได้ด้วย เช่นเดียวกับที่เขาใหญ่ก็มีสัตว์ป่าข้ามมาจากกัมพูชาได้ด้วย
                เราไม่ได้เป็นศูนย์กลางของผู้คนและวัฒนธรรมในอาเซียนหรือในบริเวณจีน-อาเซียน-อินเดียเท่านั้น น่าทึ่งไหมครับ ถ้าจะบอกว่าไทยยังเป็นศูนย์รวมสัตว์ป่าและเป็นที่บ่มเพาะเลี้ยงดูพืชพรรณธรรมชาติให้โลกอีกด้วย ทราบไหมครับว่าในแง่ความหลากหลายอุดมทางชีวภาพนั้น ปรากฏว่า กว่า 10 เปอร์เซ็นต์ของสปีชีส์ (species) ของสัตว์โลกนั้นอยู่ในป่าของไทยเอง
                ป่าเหล่านี้สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวระดับ high-end ราคาแพง นักท่องเที่ยวสีเขียวมีกำลังจ่ายมาก ถ้าทำได้จะเป็นตลาดขนาดใหญ่ แล้วรายได้เหล่านี้จะถูกนำกลับมาพัฒนาและอนุรักษ์ป่าให้เป็นป่าชั้นหนึ่งของโลกได้
                สอง เรามีสองมหาสมุทร ซ้ายมือของคาบสมุทรภาคใต้คือมหาสมุทรอินเดีย ส่วนขวามือคือมหาสมุทรแปซิฟิก รายละเอียดจะเว้นไม่พูด เพียงแต่ย้ำว่าไทยมีศักยภาพเป็นมหาอำนาจทางทะเลด้วย ฝากไว้ให้คนรุ่นหลังคิดต่อไป
                ด้านการศึกษา เด็กของเราควรรู้เรื่องเอเชียมากขึ้น และเด็กทางเหนือควรรู้ภาษาจีนและพม่าจนถึงอ่านเขียนได้ เด็กอีสานควรพูดอ่านเขียนลาวและเวียดนามได้ ทางอีสานใต้ควรพูดเขมรได้ ส่วนทางใต้ควรพูดและอ่านเขียนมลายูให้ได้ เป็นต้น เราต้องเตรียมเด็กของเราให้ข้ามไปทำงานในลาว พม่า เขมร เวียดนาม จีน ด้วย ประเด็นอยู่ตรงนี้ อย่าคิดการศึกษาเฉพาะที่อยู่ใน "ขวาน" ของไทย ต้องออกจาก "ขวาน" ด้วย และต้องรู้จักทะเลและมหาสมุทรของเราด้วย
                ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสำคัญ ผมไม่เถียง แต่...ภาษาเพื่อนบ้านก็สำคัญไม่แพ้กัน ที่สำคัญตอนนี้เศรษฐกิจไม่ได้ "บูม" อยู่ที่ยุโรปและสหรัฐอีก แต่ "บูม" อยู่แถวบ้านเรา คือ ทั้งในเอเชียและอาเซียน ฉะนั้น ต้องยกระดับการเรียนการสอนภาษาของเพื่อนบ้านเราเองด้วย (ไทยกับ “หลั่นล้าอีโคโนมี”)

ไทยกับอนาคตของเอเชีย ในแนวคิด ‘บูรพาภิวัตน์’



               ในความเห็นของ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ในการนำเสนอแนวคิด "บูรพาภิวัตน์" ที่กำลังเป็นหัวข้อร้อนของนักคิดนักวิชาการฝรั่งหลายคนวันนี้ ไทยเราจะต้องปรับตัวให้ทันเพื่อให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงด้วย
                ในบทความของ ดร.เอนกที่เคยเขียนเอาไว้ในเรื่องนี้ ท่านได้วางจุดยืนของประเทศไทยท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้เอาไว้อย่างน่าสนใจ
                ผมขออนุญาตนำมาเล่าใหม่ ก่อนจะเล่าให้ฟังว่าหนังสือหลายเล่มของฝรั่งในประเด็น The Future  is Asia นั้นเป็นอย่างไร
                ไทยควรจะปรับตัวอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด? ดร.เอนกเคยเขียนเสนอไว้ว่า
                สถานการณ์โลกสมัยใหม่ ที่กล่าวมาเป็นประโยชน์กับประเทศไทยมาก มากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน...ตอนสงครามเวียดนาม และยุคฝรั่งเที่ยวล่าอาณานิคมนั้น เราเป็น "ด่านหน้า" รับภยันตราย รับศึกสงคราม แต่ยุคนี้เราเป็นด่านหน้าเช่นกัน แต่เป็นด่านหน้ารับเงิน รับความเจริญ รับการท่องเที่ยว รับการเป็นศูนย์ลอจิสติกส์ของอาเซียน ของจีน-อินเดีย-อาเซียน ฉะนั้นจะต้องเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนกรอบคิดครับ และนี่ก็คือประเด็นที่อยากเสนอ
                เวลานี้เราไม่ใช่ประเทศ "ชนบท" อีกแล้ว เรามีหลายเมืองที่เรียกว่าเป็น "มหานครหรือนครของโลก" ไปแล้ว เมืองอันดับ 1 ในเอเชีย-ปาซิฟิกในแง่มีผู้มาเยือนจากโลกมากที่สุดนั้นคือ กรุงเทพฯ ครับ  อันดับ 9 ก็คือภูเก็ต อันดับ 13 คือพัทยา เป็นต้น กรุงเทพฯ ที่เคยรังเกียจว่าแออัด รถติด สกปรก ที่เคยจำได้แต่เพียงว่าน้ำท่วม อากาศแย่ แต่เร็วๆ นี้ พออ่านผลสำรวจผู้มาเยือนปรากฏว่า กทม.ชนะครับ ได้รับ "ความนิยม" เหนือกว่าปารีส โตเกียว ปักกิ่ง สิงคโปร์ ฮ่องกง เพราะฉะนั้นเรา "ไม่ธรรมดา" เสียแล้ว  แต่เราไม่รู้ตัว เราเอาแต่ "วิพากษ์" และ "ดูเบา" บ้านเมืองเรามานานเหลือเกิน นานเกินไปหรือยังครับ
                ด้านการศึกษาของเราจึงต้องขยับรับความจริงใหม่อันนี้ ต้องทำให้ไทยยิ่งสอดคล้องกับโลก กับบูรพาภิวัตน์ ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวและบริการด้วย อาจต้องยอมรับก่อนเลยว่า คนไทยนั้นโดยทั่วไปไม่ได้เก่งเรื่องศาสตร์แข็ง แต่เก่งมากในเรื่องศาสตร์อ่อน เช่น ศิลปะ บริการ ร้องเพลง
                เราต้องสร้าง "หลั่นล้า... อีโคโนมี" ชิวๆ สนุกๆ ไม่ทุกข์ไม่โศก เราต้องใช้เรื่อง "หลั่นล้า" ให้เป็นเงินทอง เป็นสัมมาชีพให้ได้
                เราต้องจัดการศึกษาด้าน "หลั่นล้า" ให้มากขึ้น สอนให้เป็น เด็กไทยนั้นขนาดสอนแต่เรื่องวิชาการ ความ "หลั่นล้า" ของพวกเขายังโดดเด่นออกมาให้เห็นเสมอ
                "ปลาต้องอยู่ในน้ำ... มันถึงจะเป็นอัจฉริยะ อย่าเอามันมาปีนต้นไม้" ใครคนหนึ่งกล่าวเอาไว้ การศึกษาไทยก็เช่นกัน เราได้ยัดเยียดในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนเราให้เด็กเราหรือเปล่า? แค่ชวนคิดนะครับ เอาไปคิดกันต่อก็แล้วกัน แต่การศึกษาเพื่อ "หลั่นล้าอีโคโนมี" นั้น ต้องคิดเองสร้างเอง ลอกจากฝรั่งไม่ได้หรือได้น้อย การศึกษาฝรั่งที่เรารับมานั้น หัวใจของมันคือการป้อนคนให้กับเศรษฐกิจและสังคมอุตสาหกรรม  ไม่ใช่ "หลั่นล้าอีโคโนมี"
                โลกเราเข้าไปสู่ยุคที่เรียกว่า "ขายประสบการณ์และความอยู่ดีกินดี" หรือ Experience Economy  แล้ว ไม่ได้ซื้อแค่สินค้า ขายแค่สินค้า แต่ซื้อขายประสบการณ์ ซื้อขายความพึงพอใจ ฉะนั้น อาชีพที่เคยดูเบาว่าแค่ "เต้นกินรำกิน" เอาแต่เล่น ที่เรียกกันง่ายๆ ว่า "หลั่นล้า" พวกนี้แหละจะกลายเป็นเงิน
                เราต้องมองให้เห็นโอกาส ต่อยอดจากโอกาส ไม่ใช่เห็นแต่ปัญหา ถ้าเห็นโอกาสจะไปไกลกว่า ทีนี้จะเห็นโอกาสได้ก็ต้องมองโลก มองประเทศในทางบวกเป็นหลัก ครูอาจารย์ต้องเห็นก่อน ลูกศิษย์จะได้มองเห็นตาม ผู้นำก็เช่นกันทุกชั้นทุกระดับต้องเห็นก่อน ผู้ตามหรือทีมจึงจะเห็นตาม
                ถ้าเห็นแต่ปัญหาโดยไม่รู้ตัว เราก็จะถูกพันธนาการไว้ด้วยปัญหา เป็นการมองโลกในแง่ร้าย ไม่ใช่มองโลกอย่างสมจริงและควรค่ากับความภูมิใจ เพราะความจริงในเวลานี้ด้านหลักของมันคือ "โอกาส"
                จะทำอะไรมันขึ้นอยู่กับวิธีคิดด้วยครับ ไม่ใช่แค่พอใจว่ามีข้อมูลหรือเปล่า พอหรือเปล่า อย่างเรื่องนักท่องเที่ยวจีนก็คิดได้หลายแบบ จะคิดว่า "เขาเสียงดัง แย่งกันกิน" ก็ได้ หรือจะคิดว่า "เขามาช่วยเรา  เอาเงินมาให้คนของเราและประเทศของเรา" ก็ได้ จะมองแบบไหนดี
                อย่ามองจีนและสหรัฐว่าเขายิ่งใหญ่ น่ากลัว แล้วเอาแต่หนี หรืออยากปิดประเทศ แต่ให้มองว่าเขาเป็น "ยักษ์ใหญ่" แต่เป็น "เพื่อน" กับเราก็ได้ อย่าลืมว่าสิงคโปร์นั้น "เล็กจิ๊ดจิ๋ว" เมื่อเทียบกับเรา แต่เขายังเอาประโยชน์จากทั้งจีนและสหรัฐได้อย่างสบายมาก
                ในยุคที่ความรุ่งเรืองมีแนวโน้มย้ายมาทางเอเชียและทางตะวันออกของโลกนั้น เราต้อง "ใจใหญ่"  และกล้า "คิดใหญ่" มากขึ้น ต้องฝึกให้คนรุ่นใหม่กล้าและเก่งมากขึ้น ส่วนคนรุ่นเก่าจำนวนไม่น้อยก็คิดและทำเพื่อเอาประโยชน์จากบูรพาภิวัตน์ได้
                คนส่วนน้อย--ไม่น้อยเท่าไร ต้องขอย้ำ--ที่ท้อแท้เหนื่อยหน่ายกับปัญหาภายในประเทศ แปลกแยกกับรัฐบาล กับชนชั้นนำ ก็ต้องค่อยๆ ชักจูง หรือเชิญชวนให้เขาเห็นถึงโอกาสในการพัฒนาโดยอาศัยภูมิศาสตร์ที่ดียิ่งนี้ให้ได้ ค่อยๆ เปลี่ยน และวันหนึ่งเมื่อทุกฝ่ายได้มีบทบาทในการนำพาประเทศทั่วถึงขึ้น เขาย่อมจะระลึกได้ว่ามีอะไรดีๆ อีกมารอประเทศไทยอยู่.

                (พรุ่งนี้: ฝรั่งเขาว่าไง?)


"หลั่นล้าอีโคโนมี" ไปกันใหญ่

เผยแพร่:    โดย: เอนก เหล่าธรรมทัศน์


พูดไปหลายครั้งแล้วว่า"หลั่นล้าอีโคโนมี" หรือ บรรดาธุรกิจการงานหรืออาชีพอันเกี่ยวกับความสนุก บันเทิง การท่องเที่ยว การเดินทาง ความสุข ความงาม สุขภาพ คืออนาคตของเศรษฐกิจไทย กลับจาก กรีก ไม่กี่วันนี้ ผมตระหนักขึ้นอีกว่า "เออ ไทยเรานี่ เป็นกระทั่งแหล่งท่องเที่ยวของกรีก" ด้วย น่าอัศจรรย์ เพราะประเทศนี้เขาทำมาหากินจากการกวาดเอาเงินนักท่องเที่ยวทั่วโลก เป็นดินแดนที่คนทั้งโลกนิยมไปเที่ยว แต่ชาวกรีกเองกลับชอบบินมาพักผ่อนและท่องเที่ยวในไทย ที่สำคัญมาอยู่กันนานๆเสียด้วย หลายคนมาอยู่ปีละสามเดือน เล่ากันว่าพวกเขามาไทยนั้นนอกจากได้เที่ยวเปิดหูเปิดตาแล้ว ยังประหยัดกว่าการใช้ชีวิตอยู่ในประเทศของตนในช่วงเวลาเดียวกันเสียอีก
วันนี้มีข่าวดีเพิ่มเติมอีกจากสภาการเดินทางและท่องเที่ยวโลกว่า ปีนี้รายได้จากการเดินทางและท่องเที่ยวในไทยนั้น ขยับขึ้นสูงจนกลายเป็น 20 เปอร์เซนต์ของรายได้ประชาชาติ ซึ่งสูงกว่ารายได้จากภาคเกษตรกว่าสองเท่า เพราะเกษตรกรรมนั้น ด้วยความเคารพ ทำรายได้ให้เราเพียง 8 เปอร์เซนต์ของรายได้ประชาชาติ ผมขอเติมนะครับ และ โปรดสังเกตว่า ณ บัดนี้การท่องเที่ยวนำรายได้ให้ประเทศไม่ต่ำกว่าที่อุตสาหกรรมนำมากนักแล้ว ภาคอุตสาหกรรมนั้นทำรายได้ให้ประเทศมากกว่า 30 เปอร์เซนต์เล็กน้อย กล่าวได้ว่าขณะนี้รายได้หลักของประเทศเรามาจากการเดินทางท่องเที่ยวบวกอุตสาหกรรม
ผมเอาการท่องเที่ยววางไว้เป็นอันดับหนึ่ง ทำไม ก็เพราะว่าการเติบโตต่อปีของการท่องเที่ยวนี้ สูงกว่าการเติบโตของอุตสาหกรรมเสียอีก ประเมินว่าภายใน 10 ปีข้างหน้านี้การท่องเที่ยวจะโตเฉลี่ยเกือบ 7 เปอร์เซนต์ต่อปี ส่งผลให้ในปี 2570 เศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวจะมีขนาดหนึ่งในสาม หรือ 33.33 เปอร์เซนต์ ของเศรษฐกิจรวม ณ ตอนนั้น ผมเชื่อว่า "หลั่นล้าอีโคโนมี" ซึ่งมีการท่องเที่ยวเป็นหลัก ย่อมจะ "ใหญ่"กว่าอุตสาหกรรมเสียอีก ท่านที่กำลังทำ "ไทยแลนด์ 4.0" หรือ ทำ "เศรษฐกิจพอเพียง" ทั้งสองเรื่องนี้เป็นเรื่องดี และสำคัญยิ่ง แต่พึงคิดถึงทิศทางและแนวโน้มที่ "หลั่นล้าอีโคโนมี" จะเป็นกระแสหลักของเศรษฐกิจ คำถามคือ จะสนธิกำลังของ " 4.0" และ "พอเพียง" เข้ากับ "หลั่นล้า" อย่างไร?
ทบทวนกันอีกที "หลั่นล้าอีโคโนมี" ไม่ได้แปลจากศัพท์ภาษาอังกฤษหรือเอามาจากทฤษฎีฝรั่งมากนัก ผมหมายถึงเศรษฐกิจที่อิงอยู่กับความ "หลั่นล้า" ของคนไทย หมายถึงธุรกิจ การงาน บริการ ที่คนไทยถนัดโดยธรรมชาติ เกี่ยวกับสันถวไมตรี การเดินทาง ท่องเที่ยว บันเทิง สนุกสนาน รื่นเริง ศิลปวัฒนธรรม การพักผ่อนหย่อนใจ และอะไรที่เกี่ยวกับความงาม ความอร่อย ความสบายใจ รวมถึงงานที่เกี่ยวกับเสริมสวย ยืดอายุ และสุขภาพ ก็ได้
ผมได้เรียกสิ่งเหล่านี้ตามวัยรุ่นไทยว่างานประเภท "หลั่นล้า" คนไทยเรานั้นกล่าวกันว่าชอบเรื่อง "หลั่นล้า" เป็นอุปนิสัย เป็นความถนัด เป็นธรรมชาติ แต่ในระยะหลังยังพบว่าเราสามารถเอาความ"หลั่นล้า" มาหารายได้ หางาน หรือหาธุรกิจ มาทำได้ กล่าวอีกอย่างหนึ่ง "หลั่นล้า" คือ คิด อยู่ และทำอะไรสบายๆ ร่าเริง ยิ้มแย้มแจ่มใสสุภาพ มารยาทดี รื่นเริง ทุกข์ยาก สุขง่าย สนุกสนาน ไม่เครียด ไม่ชอบขัดแย้ง นิสัยกันเอง คบมิตรและคนแปลกหน้าง่าย อนาทร เอ็นดู และรักชอบคนต่างแดนได้ง่าย ผมเห็นจริงจังว่าในทางยุทธศาสตร์ ยิ่งยุทธศาสตร์ 20 ปี ด้วย ควรจะเอาความ "หลั่นล้า" ของคนไทยมาทำให้เป็นอาชีพ หรือ การงานหลักของประเทศ เอา "หลั่นล้าอีโคโนมี" ทำให้เป็นเศรษฐกิจหลักของเรา แล้วไทยจะเดินหน้าได้อีกไกล
"หลั่นล้าอีโคโนมี" นั้น ขอย้ำอีกที ยังหมายถึงวิชาชีพ การงาน และ ธุรกิจอื่นๆ นอกจากการท่องเที่ยวด้วย ครับ ซึ่งเชื่อว่ามันจะขยายตัวมากมาย ยังมีอีกหลายประเภท อาทิ คลินิก โรงพยาบาล สถานสัตวบาล ทันตสถาน สถานตากอากาศ สถานพักฟื้นหย่อนใจ และรักษาดูแลผู้ป่วย เด็ก ผู้สูงวัย สถานเสริมสวย สถานผ่าตัด แปลงเพศ ธุรกิจเครื่องสำอางค์ แฟชั่น กราฟฟิก ดนตรี เพลง กีฬา สมุนไพร แพทย์แผนตะวันออก นวด กายภาพบำบัด นันทนาการ อาหารอร่อย ร้านอาหาร การเป็นกุ๊กหรือเชฟ การทำภาพยนตร์ การเป็นนักบิน สจ๊วต พนักงานต้อนรับ ตลอดจนถึงการงานและบริการที่รวมไปถึงศาสนา จิตวิญญาณ และความสงบสุขด้วย เหล่านี้ แลล้วนเป็นอะไรที่คนไทยส่วนใหญ่มีพรสวรรค์ ซาบซึ้งและฝึกฝน หรือ เรียนรู้ได้โดยง่าย
ก่อนนี้ข้อเสนอเรื่อง "หลั่นล้า" อาจฟังเป็นเรื่องน่าขำ น่าสงสัย เพราะไม่เคยเห็นที่ไหนในโลกที่จะเจริญรุ่งเรืองได้โดยไม่มีอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมหนัก หรือ อุตสาหกรรมไฮเทค เป็นหลัก แต่ สำหรับบางท่าน มันอาจน่าสนใจ สะกิดใจ และน่าคิดตาม ก็ด้วยสีสรรของข้อเสนอบ้าง ด้วยเหตุด้วยผลหรือตรรกบ้าง แต่ ณ บัดนี้ขอประกาศว่า ข้อมูลล่าสุดจากสภาการเดินทางและท่องเที่ยวโลกดังที่กล่าวมาแล้วในข้างต้น ดูจะยืนยันว่าข้อเสนอเรื่อง "หลั่นล้า" มีความเป็นจริงรองรับอยู่มากโข สมควรที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองพึงรับเอาไปทำ ไปสนับสนุน ให้มากขึ้น แนะนำว่างานใดเกี่ยวข้องหรือโยงใยไปถึงวัฒนธรรม ศิลปกรรม หัตถกรรม อารยธรรม โบราณคดี สถาปัตยกรรม และประวัติศาสตร์ ของชาติ ของภาค หรือของท้องถิ่น ควรจะมุ่งทำเพื่อเสริมสร้างให้ "หลั่นล้าอีโคโนมี" ของเราแข็งแกร่ง วัฒนา สถาพรด้วย
ถามว่า เพื่อจะให้ภาพชัดขึ้น เราจะเอาประเทศใดเป็นแบบเป็นตัวอย่างของ "หลั่นล้าอีโคโนมี" ตอบว่าอาจจะเป็นกรีก หรือ อาจเป็นสวิส ก็ได้ครับ ซึ่งทั้งสองประเทศนั้นล้วนมีการท่องเที่ยวเป็นเศรษฐกิจสำคัญ โดยของประเทศกรีกนั้นมีอุตสาหกรรม เป็นรอง และมีเกษตรกรรมอยู่ด้วย แม้จะดูอ่อนสักหน่อย ส่วนของสวิสนั้น มีทั้งสามส่วนคือการท่องเที่ยว อุตสาหกรรม ไฮเทคเสียด้วย และเกษตรกรรม ระดับโลกด้วย แต่ละอย่างล้วนสำคัญ และ ย้ำ ล้วนทำได้ดีหมด อันที่จริง ภาคการธนาคารและการเงินเขา ยังดีเสียด้วยครับ "หลั่นล้า" ของเราก็ดี "4.0" ของเราก็ดี และ "พอเพียง" ของเราด้วย ล้วนน่าจะต้องไปค้นคว้าและเรียนรู้จากสวิสให้มากขึ้น ครับ
https://mgronline.com/daily/detail/9600000039297


การสร้างหลั่นล้าอีโคโนมี ด้วยการขับเคลื่อนสังคมบนฐานเศรษฐกิจวัฒนธรรมของพื้นที่

แนะแนว ร้อยรวมเป็นหนึ่ง
วันที่ 1-3 กรกฎาคม 2559 ณ โรงแรมดุสิตธานี พัทยา

บูรพาภิวัตน์ เอเชียคืออนาคต: .ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อธิการวิทยาลัยบริหารรัฐกิจ และ ผอ.สถาบันคลังปัญญาด้านยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

ข้อค้นพบ : สถานการณ์โลก
1.             จีนมี OBOR (One Belt One Road) เพื่อเชื่อมโลก รถไฟความเร็วสูงจากปักกิ่งสู่ลอนดอน
        จีนและสหรัฐมีบทบาทในประเทศไทยและอาเซียนสูงกว่าญี่ปุ่นและยุโรป
          ประกอบกับนโยบายต่างประเทศของจีน One Belt One Road หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางหมายถึง เส้นทางสายไหมทางบก และทางทะเล เชื่อมยุโรปกับเอเชียเข้าด้วยกัน เป็นแนวคิดที่ทะเยอทะยานในทางบวก ถือเป็นยุทธศาสตร์ระดับโลก
          ทางบก ใช้รถไฟความเร็วสูงเชื่อมจากปักกิ่ง ผ่านเอเชียกลาง ยุโรปตะวันออก ตะวันตก ไปถึงอังกฤษ และสเปน ส่วนทางทะเล ก็จะเชื่อมลงทางทะเลจีนใต้ มหาสมุทรอินเดีย ซึ่งต้องผ่านทางใต้ของประเทศไทย 

2. สหรัฐเริ่มปรับสมดุลด้านการต่างประเทศ (Rebalancing) นโยบายกลับมาซบเอเชีย
          จากเดิมให้ความสำคัญและไปวุ่นวายกับสงครามตะวันออกกลาง ทุบกำแพงเบอรลิน เหตุการณ์ 911 สงครามอิรัก อัฟกานิสถาน แล้วยังมี ISIS ซีเรีย
        ตอนนี้ สหรัฐอเมริกาพยายามกลับมาสู่เอเชีย Balancing to Asia โดยเฉพาะเอเชียตะวันออก และอาเซียน สหรัฐทิ้งเราไปตั้งแต่สงครามเวียดนาม ตอนนี้ต้องกลับมาเพื่อถ่วงดุลอำนาจกับจีน จีนเติบโตขึ้นทุกวันในแบบก้าวกระโดด กล่าวคือ โตแบบจี้ก้นอเมริกา ขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐเท่านั้นเอง

3. ข้อขัดแย้งในทะเลจีนใต้ - ไทยเป็นตัวกลาง
          จีนมีข้อพิพาทเกี่ยวกับพื้นที่ทางทะเล หมู่เกาะต่างๆในทะเลจีนใต้หลายจุด อาทิ ขัดแย้งกับไต้หวัน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม บรูไน ฉะนั้น จีนจึงพยายามให้อาเซียน (กัมพูชา และลาว) วางตัวเป็นกลาง เพื่อให้เกิดการเจรจาทวิภาคีกับประเทศคู่ขัดแย้ง ด้านสหรัฐอเมริกาก็พยายามใช้เวียดนามและฟิลิปปินส์มาคานอำนาจจีน   
          ส่วนไทยอยู่ตรงกลาง
          ข้อสังเกตุคือ ตอนสหรัฐรบกับโซเวียต เรียกว่า ตัดสัมพันธ์ เป็นสงครามเย็นเต็มรูปแบบ แต่กับจีน ยังค้าขายกันอยู่ มีสัมพันธ์กันอยู่ แต่ก็แข่งขันกันรุนแรง ต่อสู้ผ่านการแผ่อิทธิพลเหนือประเทศในเอเชีย

4. บูรพาภิวัตน์ - เอเชียคืออนาคต
        บูรพาภิวัตน์ คือจีนกับอินเดียผงาด
        เอเชียกำลังจะรวยขึ้น ทั้งจีนและอินเดีย อินเดียใกล้ไทยทางทะเล จีนใกล้ไทยทางเหนือ เพราะฉะนั้นบ้านเราคือทำเลทอง
          นักท่องเที่ยวจากมาเลเซีย 3 ล้าน แต่นักท่องเที่ยวจีน 10 ล้าน ไปไหนเจอแต่พี่จีน นักท่องเที่ยวจีนเป็นนักจ่ายเงินมือฉมัง คนจีนสนใจเครื่องสำอาง 2 ชาติ คือเกาหลีและไทย ประชากรหญิงจีนมี 700 ล้านคน ถ้าคนจีนอยากสวย หมายถึง โอกาสทางธุรกิจขนาดยักษ์
          มีการเติบโตด้านเศรษฐกิจอื่นๆ อีก แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจนี้มีข้อจำกัดคือ จีนเคยออกนโยบายคุมกำเนิด เพราะฉะนั้น ในอนาคตจะกลายเป็นสังคมสูงอายุ ไม่มีวัยหนุ่มสาวใช้แรงงาน เศรษฐกิจจะชะงัก ในขณะที่ อินเดียไม่มีการคุมกำเนิด ยังเติบโตได้อีกยาว
         
แล้วประเทศไทย... เรามีอะไร?

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

อาณาจักรน่านเจ้า

เศรษฐกิจขี้เกียจ?

เกาหลี - ญี่ปุ่น ตีกันทำไม