อาณาจักรน่านเจ้า



ชนชาติไทย4 (อาณาจักรน่านเจ้า1)


น่านเจ้า ตอนที่ 1 คนไทยมาจากไหน

น่านเจ้า ตอน 2 คนไตในยูนนาน

น่านเจ้า ตอน 3 อี๋ไป๋ วิถีแห่งเผ่าพันธุ์


น่านเจ้า ตอน 4 สืบสานวัฒนธรรมแห่งกลุ่มชน


ท่องแดนไทยลื้อ สิบสองพันนา



พันแสงรุ้ง ตอน อัตลักษณ์ไทลื้อ

คนไทลื้ออพยพมาจากสิบสองปันนา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน ในประเทศไทยคนลื้อกระจายตัวอยู่ในแถบภาคเหนือ เชียงราย พะเยา น่าน แพร่ ลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ โดยคนลื้อในลำพูนและเชียงใหม่เป็นคนลื้อเมืองยอง และเรียกตนเองว่า ชาวยอง ในสิบสองปันนาคนลื้อตั้งมีเอกลักษณ์เป็นเรือนไต้ถุนสูง สร้างเกาะกลุ่มกัน หันสันหลังคาไปทิศทางเดียวกัน มีหลังคาคลุมตัวบ้าน เรียกหลังคาปีกนก มีโถงโล่งกว้าง ไม่มีหน้าต่างเนื่องจากมีอากาศหนาวเย็น แต่มีช่องเล็กๆไว้สอดส่อง แต่เมื่อย้ายเข้ามาในไทยก็ยังคงปลูกเรือนคล้ายเดิม คนลื้อนับถือศาสนาพุทธ มีวัฒนธรรมหลายอย่างคล้ายคนไทยและคนจีน เช่น การแสดงลีลาสำเนียงคล้ายจีน มีการรับประทานตะเกียบ และอัตลักษณ์ที่โดดเด่นคือ ผ้าทอ ที่มีลวดลายและเทคนิคไปตามกลุ่มชนไทยลื้อในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งความสวยงามและโดดเด่นของผ้าทอนี่เองที่ทำให้คนไทลื้อกลับมาสนใจในอัตลักษณ์ตนเองอีกครั้ง


พันแสงรุ้ง ตอน ผ้าทอไทลื้อเชียงของ

ผ้าทอของไทลื้อเคยได้รับยกย่องว่ามีความโดดเด่นอย่างมาก แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยนไป เสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้หาซื้อได้ง่าย แต่ผ้าทอไทลื้อยังมีความสำคัญและได้รับความนิยมไม่เปลี่ยนแปลง ชาวบ้านไทลื้อเริ่มเห็นความสำคัญและหวงแหนในผ้าเก่ามากขึ้น อยากอนุรักษ์ไว้ให้ลูกหลานได้มีโอกาสได้เห็น ผ้าแต่ละผืนมีเรื่องราว ความทรงจำเก่าก่อน ที่ส่งผ่านมาทางผืนผ้า เกิดการรวมกลุ่มทอผ้าของไทลื้อจากเดิมที่ต่างคนต่างทอ พัฒนามารวมกลุ่มกันช่วยสร้างรายได้แก่กลุ่มแม่บ้านมากขึ้น ปัจจุบันให้ความยอมรับต่อความหลากหลายของชาติพันธ์มากขึ้น ทำให้ชาวไทลื้อหันสวมผ้าทอของตนด้วยความภูมิใจ มีความมั่นใจ และพร้อมที่จะให้คำแนะนำและพร้อมจะสอนสั่งสืบสานภูมิปัญญาของตนให้แก่เยาวชนรุ่นหลัง


พันแสงรุ้ง ตอน ไทเขิน เชียงตุง-เชียงใหม่

ไทเขิน มีถิ่นกำเนิดที่เมืองเชียงตุง ประเทศพม่า ไทเขินในประเทศไทยอาศัยอยู่ในหลายพื้นที่โดยเฉพาะภาคเหนือ ชาวไทเขินมีภาษา การแต่งกาย บ้านเรือน และความเชื่อเป็นเอกลักษณ์ของตน เชียงตุง เชียงใหม่ และล้านนามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน เมืองเชียงตุงมาอายุประมาณ 800 ปี เดิมเป็นพื้นที่คนลั๊วะ ต่อมาคนไทเข้าครอบครองเรียกว่า ไทขืนหรือไทเขิน มีที่มาจากแม่น้ำขืน ที่ไหลขึ้นทิศเหนือ ผู้คนแถบนั้นจึงเรียกตนเองว่า ไทขืนนั่นเอง เมืองเชียงตุงมักตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของเมืองอื่นเป็นระยะ แม้แต่ช่วงพระเจ้ากาวิละเมืองเชียงใหม่ที่ก็ทำศึกกับเมืองเชียงตุงและกว้านต้อนไทเขินจำนวนมากมาเชียงใหม่ และในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลไทยยึดเชียงตุงอยู่ 3 ปีใช้ข้ออ้างทางประวัติศาสตร์และชาติพันธ์ประกาศว่าเชียงตุงเป็นเมืองหนึ่งของไทย แต่หลังสงครามโลกอังกฤษให้เอกราชแก่พม่า เชียงตุงถูกรวมกับพม่าภายใต้สนธิสัญญาปางหลวงที่ให้ชนกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆเป็นรัฐอิสระ แต่ข้อตกลงดังกล่าวถูกรัฐบาลทหารพม่ายกเลิกกลายเป็นจ้อขัดแย้งจนถึงทุกวันนี้ เชียงตุงมีระบบเจ้าฟ้าถูกรัฐบาลทหารพม่ายกเลิก หอคำสัญลักษณ์ของเจ้าฟ้าถูกทำลาย เหลือเพียงตำหนักของพระญาติที่เหลือเป็นร่องรอย ทุกวันนี้มีกู่อัฐิเจ้าฟ้าเมืองเชียงตุงปรากฏอยู่ที่เมืองเชียงตุง เครือญาติเจ้าฟ้ากระจัดกระจายไปยังเมืองต่างๆรวมทั้งเองไทย

พันแสงรุ้ง ตอน ร่องรอยมอญ

วัฒนธรรมมอญมีมาช้านาน เคยมีรัฐมอญอยู่ลุ่มแม่น้ำอิระวดี แม้ทุกวันนี้คนมอญจำนวนมากกลายเป็นชนชาติไร้แผ่นดิน แต่วัฒนธรรมมอญยังคงปรากฎอยู่ ถือเป็นหนึ่งในวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง มีร่องรอยภาษามอญในยุคทวารดี อยู่ในศิลาจารึก เรียกอักษรปาลาวะ-ภาษามอญ มีกระจายอยู่ทั่วประเทศแพร่หลายไปพร้อมๆศาสนาพุทธ แต่ที่ยังรักษาอัตลักษณ์มากที่สุดอยู่แถบลุ่มแม่น้ำอิระวดี กลายเป็นอาณาจักรมอญที่รุ่งเรือง อาณาจักรมอญถูกรุกรานโดยพม่ากว่า 700 ปี บ้านเมืองอยู่ในภาวะสงครามตลอดเวลา ต่อมามอญถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของพม่า จากสงครามที่ต่อเนื่องคนมอญจึงมีการอพยพเข้ามาในสยาม มีหลักฐานมากมายของคนมอญที่ปรากฎตามพื้นที่ต่างๆ มีเรื่องราวของชาวมอญในราชสำนัก เรียกได้ว่ามอญมีความเป็นมายาวนาน เป็นกลุ่มผู้คนที่แนบแน่นที่ทำให้สยามเติบโตมาจนถึงทุกวันนี้

พันแสงรุ้ง ตอน มอญลำพูน

มอญที่ลำพูนมีประวัติศาสตร์นับพันปีตอนนี้เหลือไม่ถึง 1,000คน เพราะโดนกลืนไปกับชาวยองและชาวโยนก ชุมชนมอญในลำพูนลงหลักปักฐานแถบแม่น้ำปิง มีวิถีวัฒนธรรมที่โดดเด่นหลายอย่าง มีการทำเทียนบูชาที่มีคาถาศักดิ์สิทธิ์ การทำข้าวเกรียบว่าวสูตรดั้งเดิมที่ใส่กะทิ และการทำขนมจีนซึ่งชาวมอญลำพูนเรียกว่า ฮะน่อม มีความเชื่อดั้งเดิมนับถือผีบรรพบุรุษ มอญถือเป็นชาติพันธุ์ดั้งเดิมที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ตั้งแต่ยุคหริภุญไชย แต่ยังไม่แน่ชัดว่ามอญลำพูนเป็นมอญที่อพยพมาหรือเป็นชนดั้งเดิมตั้งแต่หริภุญไชย แต่ชาวมอญลำพูนเชื่อว่าตนเป็นลูกหลานเจ้าแม่จามเทวี แต่ปัจจุบันความเป็นมอญของตนค่อยๆถูกกลืนไปโดยเฉพาะเรื่องภาษา มีความพยายามที่จะถ่ายทอดภาษามอญให้แก่เด็ก ๆ ให้วัดมีบทบาทสำคัญที่แสดงความเป็นมอญเพราะเป็นศูนย์รวมจิตใจและมีพิธีกรรมความเชื่อหลายอย่างที่สอดแทรกความเป็นมอญไว้ มีการสวดมนต์ด้วยภาษามอญ วินาทีนี้ยังมีเรื่องราวที่มีองค์ความรู้และอัตลักษณ์แบบมอญให้เรียนรู้อีกมากขอเพียงรู้คุณค่าและฟื้นฟูรักษาไว้

พันแสงรุ้ง ตอน มอญบางขันหมาก

แม้ชุมชนชาวมอญหลายชุมชนจะถูกกลืนไปกับชุมชนอื่นแต่ชุมชนมอญบางกลุ่มยังคงอัตลักษณ์ของตนไว้ได้ ดังมอญบางขันหมาก จ.ลพบุรี ที่การยึดถือและศรัทธาในพุทธศาสนาไม่เปลี่ยนแปลง มีการคงเอกลักษณ์การแต่งกายแบบมอญไว้ให้เห็น มีการนับถือผีเรือนที่ต้องมีห้องไว้สำหรับผีเรือนและเก็บเครื่องผีของตระกูลไว้ โดยมอญถือว่าห้ามคนนอกเข้าห้องรวมถึงลูกเขยด้วย ที่บางขันหมากมีประเพณีการตักบาตรน้ำผึ้งโดยมีเรื่องเล่าที่เชื่อว่าน้ำผึ้งเป็นยาที่พระสงฆ์ต้องมีไว้เพื่อรักษาโรค และมีประเพณีแห่โน่ หรือธงตะขาบถวายเป็นพุทธบูชา อีกทั้งมอญบางขันหมากยังมีสำเนียงการพูดต่างกับที่อื่นซึ่งปัจจุบันคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยมีการพูดคุยกันแล้ว ชุมชนจึงพยายามสืบทอดและสอนภาษาให้แก่เยาวชนในวันหยุด ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลก คนในชุมชนพยายามรักษาอัตลักษณ์ไว้และชาวมอญบางขันหมากต้องเลือกจะเก็บสิ่งใดไว้และจะสืบสานสิ่งใดต่อไป

พันแสงรุ้ง ตอน มอญลำพูน

มอญที่ลำพูนมีประวัติศาสตร์นับพันปีตอนนี้เหลือไม่ถึง 1,000คน เพราะโดนกลืนไปกับชาวยองและชาวโยนก ชุมชนมอญในลำพูนลงหลักปักฐานแถบแม่น้ำปิง มีวิถีวัฒนธรรมที่โดดเด่นหลายอย่าง มีการทำเทียนบูชาที่มีคาถาศักดิ์สิทธิ์ การทำข้าวเกรียบว่าวสูตรดั้งเดิมที่ใส่กะทิ และการทำขนมจีนซึ่งชาวมอญลำพูนเรียกว่า ฮะน่อม มีความเชื่อดั้งเดิมนับถือผีบรรพบุรุษ มอญถือเป็นชาติพันธุ์ดั้งเดิมที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ตั้งแต่ยุคหริภุญไชย แต่ยังไม่แน่ชัดว่ามอญลำพูนเป็นมอญที่อพยพมาหรือเป็นชนดั้งเดิมตั้งแต่หริภุญไชย แต่ชาวมอญลำพูนเชื่อว่าตนเป็นลูกหลานเจ้าแม่จามเทวี แต่ปัจจุบันความเป็นมอญของตนค่อยๆถูกกลืนไปโดยเฉพาะเรื่องภาษา มีความพยายามที่จะถ่ายทอดภาษามอญให้แก่เด็ก ๆ ให้วัดมีบทบาทสำคัญที่แสดงความเป็นมอญเพราะเป็นศูนย์รวมจิตใจและมีพิธีกรรมความเชื่อหลายอย่างที่สอดแทรกความเป็นมอญไว้ มีการสวดมนต์ด้วยภาษามอญ วินาทีนี้ยังมีเรื่องราวที่มีองค์ความรู้และอัตลักษณ์แบบมอญให้เรียนรู้อีกมากขอเพียงรู้คุณค่าและฟื้นฟูรักษาไว้

พันแสงรุ้ง ตอน ไทยวนสระบุรี

ไทยวนที่อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี อพยพย้ายมาจากโยนกนคร หรือเมืองเชียงแสนมากว่า 200 ปี ไทยวน โยนก หรือไทยล้านนา เป็นกลุ่มชนกลุ่มใหญ่ที่อาศัยในดินแดนล้านนาเมื่อโดนพม่ายึดครองเพื่อเป็นด่านหน้าในการเข้าตีกรุงศรีอยุธยา และในสมัยรัชกาลที่1 ได้เข้าตีเมืองเชียงแสนและได้เกณฑ์ผู้คนมากระจายอยู่เมืองต่างๆ ทั้งเชียงใหม่ ลำปาง น่าน เวียงจันทน์ และมีมีบางส่วนติดตามทัพหลวงมาที่ราชบุรีและสระบุรี เมื่อมาตั้งถิ่นฐานที่สระบุรีแถบลุ่มน้ำป่าสัก นับแต่นั้นไทยวนก็สร้างบ้านแปงเมืองกระจายอยู่ทั่วไปในจังหวัด มีร่องรอยการตั้งถิ่นฐาน วิถีชีวิตการแต่งกายชาวยวนในสมัยรัชกาลที่4ปรากฎได้ที่วัดสมุหประดิษฐาราม และยังมีร่องรอยภาพเขียนฝาผนัง วิถีชีวิตการแต่งกายชาวยวนรวมถึงเรือนของชาวยวน หรือ เรือนกาแล ได้ที่วัดจันทบุรีซึ่งเป็นวัดเก่าแก่สมัยรัชกาลที่3 นอกจากนี้ชาวยวนมีทำนองจ้อยที่ใช้ในวรรณกรรมของชาวยวนในอดีต ผ่านมา 200 ปีแม้จะมีการผสมผสานทางวัฒนธรรมของภาคกลางและภาคอีสานไปบ้าง แต่ไทยวนก็ยังคงดำรงเอกลักษณ์โดยเฉพาะทางภาษาของตนได้อย่างดี


พันแสงรุ้ง ตอน ญ้อสองฝั่งโขง

ชาวญ้อเป็นชุมชนในถิ่นภาคอีสาน มีการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันชาติพันธ์อื่นอย่างน่าสนใจ และยังมีความผูกพันกับชาวญ้ออีกฝากหนึ่งของฝั่งแม่น้ำโขง คนญ้อในอดีตอพยพจากประเทสลาวมาด้วยสาเหตุด้านการเมืองการปกครอง แต่ก็มีพี่น้องญ้ออีกจำนวนไม่น้อยที่เลือกจะตั้งถิ่นฐานในบริเวณเดิมคือฝั่งลาว ดังนั้นจึงมีการไปมาหาสู่กันเสมอ ฝั่งไหนมีงานอีกฝั่งก็ข้ามไปร่วมงาน ได้มีการเปิดเส้นทางให้สามารถมีการข้ามฝั่งได้อย่างสะดวก ส่งผลดีทางเศรษฐกิจ และเกิดความผูกพันกัน ทั้งด้วยความเป็นเครือญาติ วิถีชีวิตและพุทธศาสนา สื่อสารด้วยภาษาเดียวกัน คือ ภาษาญ้อ เรียกได้ว่าขนบประเพณีของคนสองฝั่งนั้นกลมกลืนกันเป็นหนึ่งเดียว

พันแสงรุ้ง ตอน ชุมชนคนคอน

เพราะภูมิประเทศแบบคาบสมุทรมีทั้งที่ราบ ภูเขา ทะเล ชายฝั่ง ทำให้จังหวัดนครศรีธรรมราชจึงอุดมไปด้วยทรัพยากรที่เป็นฐานสำคัญในการดำเนินชีวิต แต่ชุมชนชาวสวนและชุมชนชาวเลในจังหวัดนครศรีธรรมราช ก็มีกิจกรรมต่างๆและดูแลชุมชนร่วมกัน หลายชุมชนมีการรวมกลุ่มของคนในชุมชนอย่างความเข้มแข็ง รวมกันแก้ปัญหาในพื้นที่ เช่น ยากจน การเสื่อมโทรมของทรัพยากรชายฝั่ง การถูกรุกรานจากอวนดุนอวนลาก ภัยธรรมชาติ การสืบต่อความรู้ภูมิปัญญาชาวบ้านในเรื่องสมุนไพร พืช ผลไม้ และการปลูกพืชแบบผสม แก้ปัญหาการใช้สารเคมีในการปลูก ด้วยการต่อสู้อย่างไม่ย่อท้อ ร่วมกันอนุรักษ์จนทำให้ชุมชนเข้มแข็ง และสามารถเป็นชุมชนต้นแบบให้ชุมชนอื่นๆเข้ามาศึกษาและดูงานได้

พันแสงรุ้ง ตอน ภาษาญัฮกุร

ชาวญัฮกุรมีวิถีชีวิตพึ่งพาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปชาวญัฮกุรได้มีความพยายามดำรงวิถีชิวตและอัตลักษณ์ของตน หันมาร่วมมือร่วมใจกันเป็นหนทางเยียวยาให้อัตลักษณ์ของพวกเขามีกลับมามีลมหายใจขึ้นอีกครั้ง ชาวญัฮกุรเป็นกลุ่มชาติพันธ์มอญโบราณเดิมทีเป็นคนภูเขาหากินกับป่า ทุกวันนี้ตั้งถิ่นถาวรบนพื้นราบ ผสมกลมกลืนกับวัฒนธรรมไทยและลาวอีสาน วิถีชีวิตเปลี่ยนไป แต่ด้วยภูมิปัญญาในการปลูกพื้นบนภูเขาทำให้เป็นแรงงานสำคัญเศรษฐกิจภาคการเกษตรมันสำปะหลัง ด้วยการผสมผสานกลมกลืนกับกระแสหลักในปัจจุบันทำให้แทบแยกไม่ออกว่าใครคือชาวญัฮกุร ใครคือชาวอีสาน อัตลักษณ์เดียวที่ใช้แยกคือภาษา แต่ปัจจุบันการใช้ภาษาชาวญัฮกุรเริ่มเสื่อมถอยมีคนที่พูดอยู่แค่ 3พันกว่าคน จึงอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อว่าภาษาจะสูญหายไป จะเป็นความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ของชาวญัฮกุร เพราะภาษาสิ่งที่สูญเสียไปคือระบบวิธีคิด ระบบคุณค่า ภูมิปัญญา ระบบความรู้ วิถีชิวิตซึ่งเป็นหลักที่ใช้ในการสร้างภาษาขึ้นมา จึงมีการฟื้นฟูภาษาชาวญัฮกุรเริ่มต้นใช้ภาษาไทยเขียนตามเสียง สร้างเป็นระบบเขียนภาษาญัฮกุรขึ้นมา และพัฒนาเป็นการเรียนการสอนในโรงเรียน สอนให้แก่เยาวชนชาวญัฮกุรเพื่อดำรงอัตลักษณ์ของชาวญัฮกุรสืบไป

พันแสงรุ้ง ตอน คนโคราช

คนไทยโคราช เป็นกลุ่มคนที่อยู่อาศัยหน้าแน่นที่สุดในจังหวัดนครราชสีมา มีสำเนียงภาษาและอัตลักษณ์เฉพาะตนที่เกิดจากการผสมผสานของหลากหลายวัฒนธรรม โดยเฉพาะในด้านสำเนียงภาษา คนโคราชใช้สำเนียงไทยกลาง-อีสาน ใช้คำศัพท์แบบไทยกลางแต่ยังสามารถดำรงรักษาลักษณะของอักษรสูงกลางต่ำและวรรณยุกต์ของไทยไว้ได้ ในอดีตคนไทยโคราชตั้งถิ่นฐานแถบแอ่งโคราชในพื้นที่ราบสูงโคราช มีการตั้งถิ่นฐานของผู้คนในแอ่งโคราชมาตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์มาจนถึงทวารวดี เขมร อยุธยา และรัตนโกสินทร์ นครราชสีมาเป็นเมืองหน้าด่านที่เป็นแหล่งปะทะกันระหว่างวัฒนธรรมภาคกลาง อีสาน และเขมร ด้วยความหลากหลายนี้หลอมรวมเป็นอัตลักษณ์เฉพาะตัวของคนไทย และยังดำรงอัตลักษณ์ของตนมาจนทุกวันนี้


พันแสงรุ้ง ตอน ขับทุ้ม

การละเล่น เครื่องดนตรีและการขับร้องของกลุ่มชาติพันธ์ต่างๆ มีลักษณะพิเศษแตกต่างกันไป แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน การแสดงซึ่งไหวพริบ ปฏิกริยาระหว่างผู้ละเล่นและผู้ชม รวมถึงความรู้สึกในการรับฟังด้นสดซึ่งจะสนุกมาก ไม่ว่าจะการแสดง ขับลื้อ ขับซอ จ๊าดไต เพลงโคราช ลำตัด หรือขับทุ้ม กลุ่มคนลาวในจังหวัดเชียงรายมีการละเล่น ขับทุ้ม ได้มีการนำทำนองของขับทุ้ม เช่น เพลงสวรรค์บ้านนอก มาใส่เนื้อไทยจนเป็นที่รู้จักกันอย่างดี ลูกคู่เยอะยิ่งสนุก ใช้ซอ กลองเป๋นเครื่องดนตรี มีการตบมือให้จังหวะ จากเดิมขับทุ้มใช้ในการละเล่นในกลุ่มต่อมาได้รับการนิยมและเป็นที่ยอมรับจนนำมาแสดงบนเวที ในประเทศลาวสามารถพบเห็นได้ทั่วไปโดยเฉพาะทางภาคเหนือในงานบุญประเพณี การพบปะสังสรรค์ในวาระต่างๆ แต่ปัจจุบันกลุ่มผู้แสดงขับทุ้มในประเทศไทย มีอยู่ 2 คณะ ในจังหวัดเชียงราย เพราะวัยรุ่นยุคใหม่ไม่ได้เติบโตมาในบรรยากาศหนุ่มจีบสาว สาวจีบหนุ่มอีกแล้ว จึงหาคนสืบต่อได้ยากขึ้น แต่ต่อมาก็ได้มีความตระหนักถึงความสำคัญได้มีการส่งเสริมและปลูกฝังเด็กๆได้เข้ามาอนุรักษ์การละเล่นพื้นบ้านนี้มากขึ้น

พันแสงรุ้ง ตอน ศาสนาและวัฒนธรรมชุมชนปกาเกอะญอ

ชาวปกาเกอะญอส่วนหนึ่งที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิค ด้วยเพราะความเชื่อของปกาเกอะญอมีความสอดคล้องกับศาสนาคริสต์ จึงทำให้การเปลี่ยนศาสนาเป็นไปโดยง่าย การเข้ามาเผยแพร่ศาสนาคริสต์เริ่มเมื่อหลังมีการสังคายนาวาติกันครั้งที่ 2 เป็นสังคายนาระดับนานาชาติครั้งแรกเป็นการเปลี่ยนที่ให้ศาสนาคริสต์ก้าวข้ามพรมแดนของตัวเองเข้าไปวัฒนธรรมของประชาชน เคารพในวัฒนธรรมอื่น บาทหลวงและคณะมิชชันนารีเริ่มต้นด้วยการปรับตัวอยู่กับชาวบ้าน สร้างความสัมพันธ์เรียนรู้วัฒนธรรมชุมชนไปพร้อมๆกัน แม้ต้องใช้เวลาแต่ก็เกิดการเปลี่ยนด้วยใจ ศูนย์การอบรมเด็กชาวไทยภูเขาแม่ปอนได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษาให้เด็กปกาเกอะญอมีการจัดการศึกษาระดับประถมศึกษา 3 ภาษาทั้งภาษาไทย อังกฤษและปกาเกอะญอ มีการเรียนวิชาสามัญและเรียนคำสอน เด็กโตเน้นเรียนคำสอนและภาษาปกาเกอะญอ มีการนำอักษรโรมันที่เป็นพื้นฐานของภาษาอังกฤษมาเทียบเสียงในภาษาปกาเกอะญอ เพราะเชื่อว่าจะนำไปสู่การถ่ายทอดวัฒนธรรมชุมชนได้ดีกว่าและสิ่งนี้สามารถพัฒนาต่อไปได้ เป็นศูนย์บ่มเพาะความเชื่อและศรัทธาของศาสนาคริสต์ผ่านพิธีกรรมอย่างเคร่งครัดแต่ยืดหยุ่นในวิธีการเพื่อให้เด็กๆเคารพในภูมิปัญญาของชาติพันธุ์ตนเองและรักษาสิ่งดีงามที่ได้มาจากบรรพบุรุษ ทุกวันนี้พี่น้องปกาเกอะญอคุ้นเคยกับวิถีปฏิบัติและพิธีกรรมต่างๆ จนเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชิววตและส่งต่อวิถีนี้แก่ลูกหลาน และทุกวันนี้มีพระสงฆ์ที่เป็นปกาเกอะญอด้วย

พันแสงรุ้ง ตอน ศรัทธาของปกาเกอะญอ

ชาวปกาเกอะญอมีความหลากหลายในนับถือศาสนา บางคนนับถือศาสนาดั้งเดิมที่เป็นพลังอำนาจเหนือธรรมชาติ บางคนนับถือพุทธ บางคนนับถือคริสต์ บทเพลงของปกาเกอะญอมีเนื้อร้องที่บอกไว้ว่าก่อนจะมีศาสนาใดๆพระเจ้าหรือผู้ยิ่งใหญ่เหนือธรรมชาติสร้างโลกขึ้นมา แรกเริ่มมีแค่ลมกับน้ำ และมอบภูเขาป่าไม้ให้แก่คนปกาเกอะญอ ชาวปกาเกอะญออาศัยอยู่แถบภาคเหนือ มีชีวตผูกพันกับป่า ใช้ชีวิตเรียบง่าย เคารพและเชื่อในอำนาจในธรรมชาติ ใช้น้ำกับเคารพน้ำ ใช้ป่าก็เคารพป่า และนับถือวิญญาณบรรพบุรุษ สิ่งเหล่านี้เป็นศาสนาดั้งเดิมที่นับถือมายาวนาน ประเพณีการปฏิบัติที่ต้องเคร่งครัด โดยเชื่อว่าหากปฏิบัติไม่ถูกและไม่พร้อมเพรียงจะถูกลงโทษ ความเคร่งครัดนี้เป็นจุดเปลี่ยนของศาสนา ต่อมาการเข้ามาของมิชชันนารี โอกาสด้านการศึกษาและสาธารณสุข ความเชื่อดั้งเดิมที่สอดคล้องกับความเชื่อของศาสนาใหม่ เป็นแรงขับให้คนปกาเกอะญอหันมานับถือศาสนาคริสต์จำนวนมาก และพิธีกรรมที่นับถือผีจะถูกยกเลิกไปเพราะขัดกับศาสนาคริสต์ แต่ภาษาการแต่งกายยังคงอยู่และใช้ร่วมกับพิธีการทางศาสนา หากศาสนายอมรับความวัฒนธรรมท้องถิ่นก็จะเกิดการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

พันแสงรุ้ง ตอน เรื่องราวบนผืนผ้าดำ

ชาวไททรงดำ หรือลาวโซ่ง ถูกเรียกว่า ไทยทรงดำเพราะแต่งกายด้วยสีดำหรือสีเข้ม ด้วยความสะดวกต่อการทำนาทำไร่ เพื่อกำหนดเอกลักษณ์ของตน เมื่อไหร่ที่มีพิธีสำคัญคนไทยทรงดำก็จะสวมชุดประจำชาติตน เสื้อสีดำมาจากการทอผ้าขาวและนำไปย้อมสีครามหรือนิล หรือการย้อมด้ายก่อนแล้วค่อยนำไปทอ เทคนิคการย้อมนั้นต้องย้อมครามก่อนแล้วค่อยนำไปย้อมเย็นกับเปลือกประดู่กันได้สีดำหรือสีนิล แล้วนำไปตากแดด ซึ่งยิ่งแดดแรงยิ่งดี การย้อมต้องย้อมซ้ำหลายครั้งเพื่อให้สีติดสวย ไททรงดำจะสวมซิ่นลายแตงโมหรือลายทางยาวสีขาวอมฟ้า สวมเสื้อก้อม คอกลมผ่าหน้าติดกระดุมใช้ในกิจกรรมประจำวัน มีผ้าเปียวหรือผ้าสไบทอสีพื้น ที่สามารถนำมาคล้องคอหรือผ้าแถบคาดอก และจะสวมเสื้อฮีเมื่อมีพิธีกรรม โดยเสื้อฮีจะมีลวดลายสวยงามด้านใน จะนำออกมาคลุมด้านนอกในกรณีคลุมโลงของผู้ตาย สวมใส่ในพิธีแปงขวัญที่เรียกชวัญเข้าสู่ตัว พิธีเสนตัว ในพิธีแต่งงานญาติฝ่ายชายจะนำเสื้อฮีกลับด้านสวยงามออกพาดบ่าซ้าย และในพิธีเสนเรือนผู้ทำพิธีจะสวมเสื้อฮี เขย หรือ สะใภ้ต้องนำเสื้อฮีมาคล้องคอหรือคาดอก ในพิธีปาดตง ถวายเครื่องเซ่น เขยหรือสะใภ้ที่เข้าร่วมพิธีต้องสวมเสื้อฮี คนไทยทรงดำให้ความสำคัญกับเขยสะใภ้ โดยให้สวมใส่เสื้อฮีเป็นการยอมรับ หลังแต่งงานจะมีพิธีไหว้ฮาวที่คู่แต่งงานจะใส่เสื้อฮีมาไหว้ผีบรรพบุรุษ ลวยลายของไทยทรงดำมีความหมายที่ลึกซึ้ง ผ้าซิ่นลายแตงโมที่หัวซิ่นเป็นดำล้วนหมายถึงดิน ชีวิตเกิดจากดินและตายไปก็กลับสู่ดิน กลางซิ่นเป็นลายแตงโมที่หมายถึงชีวิตเราไม่ได้มาคนเดียวมีทั้งคู่ทั้งเดี่ยว และปลายซิ่นหากผุ้ที่แต่งงานแล้วจะเลาะด้ายออกเป็นปลายโล่งเป็นระยะเวลา 1 ปี จากนั้นจะให้ผูที่เคารพนับถือมาต่อซิ่นให้ ความเชื่อเหล่านี้เป็นกรอบให้ลูกหลานดำเนินตาม เสื้อผ้าของไทยทรงดำสอนใจว่าความดีไม่จำเป็นต้องโชว์ออกมาแต่ในระยะเวลาหนึ่งความดีก็จะปรากฏ เหมือนกันการสวมใส่เสื้อฮีที่มีความสวยงามด้านใน เวลาเดินหรือทำกิจกรรมก็จะมีลวดลายปรากฏออกมานั่นเอง

พันแสงรุ้ง ตอน มุสลิมที่แม่สอด

แม่สอดมีกลุ่มคนที่หลากหลาย ทั้งจีน ไทยเหนือ ไทยใหญ่ ซิกซ์ มุสลิม ฮินดู กะเหรี่ยง มอญ พม่า ฯลฯ โดยอยู่ร่วมกันอย่างประสานความร่วมมือกัน มีความผูกพันแม้ต่างเชื้อชาติและศาสนา แต่กลุ่มที่โดดเด่นก็คือกลุ่มชนมุสลิมที่เริ่มอพยพเข้ามาเรื่อยๆจนมากกว่ากลุ่มชนดั้งเดิม ยามเช้าหลายชีวิตที่แม่สอดเริ่มต้นที่ร้านน้ำชา อาหารเช้าแบบมุสลิมมีทั้งโรตีแผ่น ซาโมซา มลัย และโรตีโอ่งกินกับแกงถั่ว แกงที่นิยมกันคือแกงอุ๊บ คนมุสลิมมีการใช้หลายภาษาในการพูดคุยในชีวิตประจำวัน ทั้งพม่า ไทยเหนือ ไทยกลาง อูรดู และภาษาอาหรับ มุสลิมมีทั้งมุสลิมพม่าที่เข้ามาอยู่ร่วมกับไทยมุสลิมที่เป็นชุมชนดั้งเดิม มุสลิมดั้งเดิมมาจากอินเดีย บังกลาเทศ และปากีสถานที่เข้ามาค้าขายในแม่สอดเมื่อครั้งที่พม่าเป็นอานานิคมของอังกฤษ ชาวมุสลิมพม่าอพยพเข้ามาด้วยเหตุผลต่างๆ ทั้งความยากจน การเมืองภายในพม่า เรื่องแรงงาน ด้วยการอพยพเข้ามากและไม่ย้ายกลับไปทำให้แม่สอดเริ่มเกิดปัญหา ชุมชนดั้งเดิมจึงได้แต่ร้องขอให้ทางการเข้ามาจัดการปัญหานี้อย่างชัดเจน

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

เศรษฐกิจขี้เกียจ?

เกาหลี - ญี่ปุ่น ตีกันทำไม